ข้อเข่าเสื่อม

 

#รวมพลคนเป่าขวด – ปวดเข่า ปวดข้อ

ปวดขา (Leg Pain) คืออาการปวดบริเวณขาที่เกิดขึ้นบางจุดหรือทั่วทั้งขา โดยอาจมีอาการชา ปวดแปลบ หรือปวดร้าวร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นผลจากโรคบางชนิด การบาดเจ็บ หรือการทำกิจกรรมที่ใช้ขามากเกินไป เช่น การเดินนาน ๆ หรือการออกกำลังกาย การวินิจฉัยจากแพทย์จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของอาการปวดขา เพื่อการรักษาและป้องกันที่ถูกต้อง

อาการปวดขา

ปวดขามักมีลักษณะอาการและบริเวณที่ต่างกันไป โดยอาจรู้สึกปวดเสียด หรือปวดแสบบริเวณต้นขา หน้าแข้ง หรือน่อง การปวดขาอาจเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ หรือต่อเนื่อง และอาจดีขึ้นได้เองขณะพัก หรืออาจมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น เหน็บชา ตะคริว ปวดร้าว หรือปวดตุบ ๆ เป็นต้น

อาการปวดขาอาจเป็นสัญญาณของโรคต่าง ๆ ผู้ป่วยจึงควรพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้ เพื่อรับการรักษาและป้องกันการพัฒนาของอาการที่อาจเกิดขึ้น

ปวดขามากขึ้นเรื่อย ๆ
ปวดขาขณะทำหรือหลังทำกิจกรรม เช่น การเดิน
ขาบวม หรือมีเส้นเลือดขอด
ปวดต้นขาขณะนั่งเป็นเวลานาน
ขาเริ่มซีด ฟกช้ำ บวม หรือเย็นผิดปกติ
มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ
มีสัญญาณการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส บริเวณที่ปวดเริ่มแดง กดแล้วเจ็บ
สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยควรพบแพทย์ทันที ได้แก่
เดินไม่ได้
เจ็บหรือปวดต้นขามาก ประกอบกับอาการบวมแดง
มีเสียงเปราะดังขึ้นที่ขาขณะเกิดอุบัติเหตุ
มีบาดแผลรุนแรง เช่น ถูกของมีคมบาดจนเห็นเส้นเอ็นหรือกระดูก
สาเหตุของอาการปวดขา
การบาดเจ็บ การใช้ขามากเกินไป กระดูกหัก กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด คือสาเหตุหลักของอาการปวดขา แต่เนื่องจากขามีโครงสร้างและเนื้อเยื่อจำนวนมาก อาการปวดขาจึงอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นเช่นกัน ซึ่งอาจแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังต่อไปนี้

กลุ่มกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อ

การห้อเลือด การบาดเจ็บอาจทำให้มีเลือดออกภายในเนื้อเยื่อและข้อต่อ จึงทำให้เกิดอาการบวมและเจ็บปวดได้
ตะคริว ตะคริวมีลักษณะเป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนังและอาจมีอาการบวมแดงร่วมด้วย มักเกิดขึ้นเองโดยเฉียบพลัน โดยมีสาเหตุจากการขาดน้ำในร่างกาย กล้ามเนื้อตึงหรืออ่อนแรงจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเวลานานหรือหนักเกินไป การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) หรือสแตติน (Statins) หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ในเลือดต่ำ เช่น โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม หรือโซเดียม
ปวดข้อ อาจเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือโรคประจำตัว เช่น โรคข้ออักเสบ และโรคเก๊าท์
ปวดกล้ามเนื้อ มักเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น การเดินหรือยืนนาน ๆ การออกกำลังกายอย่างหนักหรือปวดกล้ามเนื้อจากการติดเชื้อในร่างกาย เป็นต้น
หน้าแข้งอักเสบ คืออาการปวดและบวมบริเวณหน้าแข้งจากการใช้หน้าแข้งมากเกินไป เช่น การกระโดด วิ่ง หรือเต้น หากไม่เข้ารับการรักษาหรือยังคงทำกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กระดูกหักได้
กล้ามเนื้อเคล็ดหรือแพลง เกิดจากการยืดกล้ามเนื้อมากเกินไปจนทำให้เนื้อเยื่อ เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด ส่งผลให้เกิดอาการบวม อักเสบ และเจ็บปวดได้
กระดูกหัก กระดูกหักทำให้ปลายประสาทในเยื่อหุ้มกระดูกอักเสบและเสียหาย จึงทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกที่หักมีอาการตึง และส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น
เอ็นอักเสบ คือการอักเสบของเส้นเอ็น ซึ่งกระทบข้อต่อบริเวณใกล้เคียง โดยมักเกิดขึ้นที่เอ็นร้อยหวาย หรือกระดูกส้นเท้า
ภาวะความดันในกล้ามเนื้อสูง คือภาวะฉุกเฉินที่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อลดความดันภายในกล้ามเนื้อ เพราะความดันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ ผู้ป่วยจึงเกิดอาการชา ปวด และไม่สามารถขยับเท้าหรือข้อเท้าได้
อาการปวดขาในเด็ก พบได้บ่อยในช่วงอายุ 3-5 ปี และ 8-12 ปี สาเหตุอาจเกิดจากการเจริญเติบโตของกระดูกที่ยืดยาวเร็วกว่ากล้ามเนื้อ การใช้กล้ามเนื้อหรือทำกิจกรรมในช่วงกลางวันมากเกินไป โดยมักมีอาการปวดตึงที่กล้ามเนื้อน่อง ข้อพับเข่า หรือต้นขาเป็นเวลา 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง และมักเป็นช่วงเย็นหรือก่อนนอน บางครั้งอาจมีอาการหลังจากนอนหลับไปแล้ว ทำให้เด็กต้องตื่นขึ้นกลางดึก แต่พอบีบนวดสักพัก อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นและสามารถนอนหลับต่อได้ ตอนเช้าจะเดินวิ่งได้ตามปกติ อาการปวดขาในเด็กมักหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น
กลุ่มโรคติดเชื้อ
ผิวหนังอักเสบ เกิดขึ้นจากอาการบวมน้ำภายใต้ผิวหนังหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus หรือ Staphylococcus ซึ่งทำผลให้เกิดอาการปวดขาได้
โรคกระดูกติดเชื้อ คือการติดเชื้อที่บริเวณกระดูก มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคอื่น ๆ
โรคงูสวัด เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสในระบบประสาท จึงอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดมากจากการอักเสบของเส้นประสาทไขสันหลัง
โรคเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ คือการติดเชื้อแบคทีเรียในผิวหนังแท้และเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจลุกลามไปยังกล้ามเนื้อได้
กลุ่มความผิดปกติที่เส้นเลือดและระบบประสาท
ลิ่มเลือด การเกิดลิ่มเลือดอาจส่งผลให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน เนื้อเยื่อจึงเกิดภาวะขาดออกซิเจนและแสดงอาการโดยการอักเสบ ปวด และบวมแดง เป็นต้น
ภาวะเดินกะเผลกเหตุปวด (Claudication) เกิดจากการอุดตันภายในหลอดเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวขณะเดินหรือออกกำลังกาย
อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคพิษสุราเรื้อรังอาจส่งผลต่ออาการปวดเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงได้
ปวดหลังส่วนเอว มักเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทไซอาติก (Sciatica) ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณสะโพกร้าวลงขา หรือโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท กล้ามเนื้อตึง โรคข้ออักเสบ หรือการบาดเจ็บต่าง ๆ
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ เกิดขึ้นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ซึ่งทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ผู้ป่วยจึงรู้สึกปวดเนื่องจากกล้ามเนื้อขาดออกซิเจน โดยเฉพาะในเวลาที่ร่างกายต้องการออกซิเจนเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะเดินกะเผลกเหตุปวดได้
โรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเกิดแผลติดเชื้อได้ง่ายจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยมักเกิดแผลที่บริเวณเท้าจากการขาดเลือดไปเลี้ยง และอาจลุกลามมายังขาได้
โรคเส้นประสาท มักเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลาย เช่นในโรค Meralgia Paresthetica ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณต้นขาจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับ เป็นต้น
การวินิจฉัยอาการปวดขา
แพทย์อาจสอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการและเริ่มต้นตรวจร่างกายผู้ป่วย โดยอาจใช้กระบวนการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

การตรวจเลือด มักขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยแต่ละรายมี โดยอาจใช้การตรวจนับเม็ดเลือดขาว อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR) และการตรวจสอบการอักเสบในร่างกาย (CRP) ซึ่งช่วยให้ทราบภาวะการติดเชื้อ หากผู้ป่วยมีโรคเก๊าท์ แพทย์อาจตรวจวัดระดับกรดยูริคด้วยเช่นกัน
การตรวจสมรรถภาพหลอดเลือดแดง (Ankle-Brachial Index: ABI) ใช้ตรวจการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดที่ขาขณะพักและออกกำลังกาย แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับการไหลเวียนโลหิตที่แขน
การเอกซเรย์ แพทย์อาจใช้การเอกซเรย์กรณีที่กระดูกหัก เพื่อตรวจดูน้ำไขข้อและการสะสมของหินปูนบริเวณข้อต่อ
การเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) อาจใช้ในการตรวจหลอดเลือด หรือเพื่อประเมินลักษณะและการแตกหักของข้อต่อและกระดูก เป็นต้น
อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน
การสร้างภาพอวัยวะด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แพทย์อาจใช้ในการตรวจสอบกระดูก ข้อต่อ เนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ เป็นต้น หรือการตรวจหลอดเลือด และค้นหากระดูกที่แตกหัก
การตรวจหลอดเลือด แพทย์อาจตรวจสอบการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดที่ขาเพิ่มเติม โดยการฉีดสีเข้าสู่หลอดเลือดและใช้การเอกซเรย์ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการสร้างภาพอวัยวะด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อสังเกตการไหลเวียน
การทำงานของเส้นประสาท เพื่อประเมินอาการปวดเส้นประสาทว่าเกิดขึ้นจากสมอง ไขสันหลัง หรือความเสียหายของเส้นประสาทส่วนปลาย
การตรวจความดันในกล้ามเนื้อ แพทย์จะใช้การตรวจสอบความดันในกล้ามเนื้อที่ขา และ/หรือต้นขาของผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจมีภาวะความดันในกล้ามเนื้อสูง หากผู้ป่วยมีภาวะดังกล่าวจริง แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้มีดกรีดบริเวณที่ติดเชื้ออย่างเร่งด่วน เพื่อลดความดันและฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของระบบประสาท
การเจาะข้อ แพทย์จะใช้เข็มเจาะที่ข้อต่อหากมีการติดเชื้อหรืออักเสบเกิดขึ้น และดูดน้ำไขข้อขึ้นมาเพื่อใช้ในการตรวจวิเคราะห์ต่อไป
การรักษาอาการปวดขา
การรักษาด้วยตนเอง ผู้ป่วยสามารถใช้วิธีการต่อไปนี้ได้เพื่อบรรเทาอาการปวด ตะคริวหรือการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ

พักการใช้ขา และวางขาไว้บนหมอนหรือตำแหน่งที่สูงกว่าลำตัว
ประคบน้ำแข็งบริเวณที่รู้สึกปวดหรือเคล็ด 4 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 15 นาที
รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล และแอสไพริน
ใส่ผ้ารัดขาเพื่อช่วยป้องกันอาการบวม ลดการเกิดลิ่มเลือด และทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตในขาดีขึ้น
อาบน้ำอุ่นช่วยคลายกล้ามเนื้อ
หากผู้ป่วยปวดขาท่อนล่าง ให้ยืดหรือเหยียดนิ้วเท้าออกให้ตรง หรือหากมีอาการปวดขาท่อนบน ให้ก้มตัวลงแตะนิ้วเท้าเป็นเวลา 5-10 วินาทีเพื่อยืดเส้น
ผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อเคล็ดหรือแพลงควรงดใช้ขา ประคบด้วยน้ำแข็งเพื่อลดความดัน และวางขาไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่าลำตัว หรือรับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน
กรณีกระดูกหัก ควรทำการห้ามเลือดก่อนเป็นอันดับแรก และไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือเคลื่อนไหวบริเวณที่สงสัยว่ามีกระดูกหัก ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณดังกล่าว พร้อมตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอาการช็อคหรือไม่ แล้วจึงรีบติดต่อแพทย์
การรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์
การรักษามักขึ้นอยู่กับลักษณะอาการหรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย ประกอบกับผลการวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและควบคุมสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการปวดขาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การบาดเจ็บเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ แต่ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ อาจต้องเข้ารับการรักษาตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น

การป้องกันอาการปวดขา

ควรยืดเส้นทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย และควรออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที
ควบคุมน้ำหนัก และรับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น กล้วยและไก่
งดสูบบุหรี่ และจำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้หญิงควรดื่มเพียง 1 ขวดต่อวัน และ 2 ขวดต่อวันสำหรับผู้ชาย
ใช้ไม้เท้าเพื่อช่วยพยุงกรณีที่ไม่สามารถยืนหรือเดินได้ตามปกติ
ลุกขึ้นเดินทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง หากต้องเดินทางเป็นเวลานาน ๆ ในรถโดยสาร เครื่องบิน หรือรถไฟ เพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน
เข้ารับการตรวจและควบคุมระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลในร่างกายเสมอ
ผู้มีโรคประจำตัวควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ผู้ที่มีอาการปวดจากเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Pain) ไม่ควรนอนติดเตียงเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวสามารถกลับมาทำกิจวัตรได้ตามปกติเมื่อจำกัดระยะเวลาการนอนพักบนเตียงให้น้อยลง
ปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการป้องกันการเกิดอาการปวดขาที่อาจเกิดขึ้น
หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวดขา เช่น การยืน เดินหรือใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ เป็นต้นอาการปวดขา
ปวดขามักมีลักษณะอาการและบริเวณที่ต่างกันไป โดยอาจรู้สึกปวดเสียด หรือปวดแสบบริเวณต้นขา หน้าแข้ง หรือน่อง การปวดขาอาจเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ หรือต่อเนื่อง และอาจดีขึ้นได้เองขณะพัก หรืออาจมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น เหน็บชา ตะคริว ปวดร้าว หรือปวดตุบ ๆ เป็นต้น
อาการปวดขาอาจเป็นสัญญาณของโรคต่าง ๆ ผู้ป่วยจึงควรพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้ เพื่อรับการรักษาและป้องกันการพัฒนาของอาการที่อาจเกิดขึ้น
 ปวดขามากขึ้นเรื่อย ๆ
 ปวดขาขณะทำหรือหลังทำกิจกรรม เช่น การเดิน
 ขาบวม หรือมีเส้นเลือดขอด
 ปวดต้นขาขณะนั่งเป็นเวลานาน
 ขาเริ่มซีด ฟกช้ำ บวม หรือเย็นผิดปกติ
 มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ
 มีสัญญาณการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส บริเวณที่ปวดเริ่มแดง กดแล้วเจ็บ
สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยควรพบแพทย์ทันที ได้แก่
 เดินไม่ได้
 เจ็บหรือปวดต้นขามาก ประกอบกับอาการบวมแดง
 มีเสียงเปราะดังขึ้นที่ขาขณะเกิดอุบัติเหตุ
 มีบาดแผลรุนแรง เช่น ถูกของมีคมบาดจนเห็นเส้นเอ็นหรือกระดูก
สาเหตุของอาการปวดขา
การบาดเจ็บ การใช้ขามากเกินไป กระดูกหัก กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด คือสาเหตุหลักของอาการปวดขา แต่เนื่องจากขามีโครงสร้างและเนื้อเยื่อจำนวนมาก อาการปวดขาจึงอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นเช่นกัน ซึ่งอาจแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังต่อไปนี้
กลุ่มกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อ
 การห้อเลือด การบาดเจ็บอาจทำให้มีเลือดออกภายในเนื้อเยื่อและข้อต่อ จึงทำให้เกิดอาการบวมและเจ็บปวดได้
 ตะคริว ตะคริวมีลักษณะเป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนังและอาจมีอาการบวมแดงร่วมด้วย มักเกิดขึ้นเองโดยเฉียบพลัน โดยมีสาเหตุจากการขาดน้ำในร่างกาย กล้ามเนื้อตึงหรืออ่อนแรงจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเวลานานหรือหนักเกินไป การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) หรือสแตติน (Statins) หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ในเลือดต่ำ เช่น โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม หรือโซเดียม
 ปวดข้อ อาจเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือโรคประจำตัว เช่น โรคข้ออักเสบ และโรคเก๊าท์
 ปวดกล้ามเนื้อ มักเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น การเดินหรือยืนนาน ๆ การออกกำลังกายอย่างหนักหรือปวดกล้ามเนื้อจากการติดเชื้อในร่างกาย เป็นต้น
 หน้าแข้งอักเสบ คืออาการปวดและบวมบริเวณหน้าแข้งจากการใช้หน้าแข้งมากเกินไป เช่น การกระโดด วิ่ง หรือเต้น หากไม่เข้ารับการรักษาหรือยังคงทำกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กระดูกหักได้
 กล้ามเนื้อเคล็ดหรือแพลง เกิดจากการยืดกล้ามเนื้อมากเกินไปจนทำให้เนื้อเยื่อ เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด ส่งผลให้เกิดอาการบวม อักเสบ และเจ็บปวดได้
 กระดูกหัก กระดูกหักทำให้ปลายประสาทในเยื่อหุ้มกระดูกอักเสบและเสียหาย จึงทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกที่หักมีอาการตึง และส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น
 เอ็นอักเสบ คือการอักเสบของเส้นเอ็น ซึ่งกระทบข้อต่อบริเวณใกล้เคียง โดยมักเกิดขึ้นที่เอ็นร้อยหวาย หรือกระดูกส้นเท้า
 ภาวะความดันในกล้ามเนื้อสูง คือภาวะฉุกเฉินที่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อลดความดันภายในกล้ามเนื้อ เพราะความดันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ ผู้ป่วยจึงเกิดอาการชา ปวด และไม่สามารถขยับเท้าหรือข้อเท้าได้
 อาการปวดขาในเด็ก พบได้บ่อยในช่วงอายุ 3-5 ปี และ 8-12 ปี สาเหตุอาจเกิดจากการเจริญเติบโตของกระดูกที่ยืดยาวเร็วกว่ากล้ามเนื้อ การใช้กล้ามเนื้อหรือทำกิจกรรมในช่วงกลางวันมากเกินไป โดยมักมีอาการปวดตึงที่กล้ามเนื้อน่อง ข้อพับเข่า หรือต้นขาเป็นเวลา 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง และมักเป็นช่วงเย็นหรือก่อนนอน บางครั้งอาจมีอาการหลังจากนอนหลับไปแล้ว ทำให้เด็กต้องตื่นขึ้นกลางดึก แต่พอบีบนวดสักพัก อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นและสามารถนอนหลับต่อได้ ตอนเช้าจะเดินวิ่งได้ตามปกติ อาการปวดขาในเด็กมักหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น
กลุ่มโรคติดเชื้อ
 ผิวหนังอักเสบ เกิดขึ้นจากอาการบวมน้ำภายใต้ผิวหนังหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus หรือ Staphylococcus ซึ่งทำผลให้เกิดอาการปวดขาได้
 โรคกระดูกติดเชื้อ คือการติดเชื้อที่บริเวณกระดูก มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคอื่น ๆ
 โรคงูสวัด เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสในระบบประสาท จึงอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดมากจากการอักเสบของเส้นประสาทไขสันหลัง
 โรคเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ คือการติดเชื้อแบคทีเรียในผิวหนังแท้และเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจลุกลามไปยังกล้ามเนื้อได้
กลุ่มความผิดปกติที่เส้นเลือดและระบบประสาท
 ลิ่มเลือด การเกิดลิ่มเลือดอาจส่งผลให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน เนื้อเยื่อจึงเกิดภาวะขาดออกซิเจนและแสดงอาการโดยการอักเสบ ปวด และบวมแดง เป็นต้น
 ภาวะเดินกะเผลกเหตุปวด (Claudication) เกิดจากการอุดตันภายในหลอดเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวขณะเดินหรือออกกำลังกาย
 อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคพิษสุราเรื้อรังอาจส่งผลต่ออาการปวดเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงได้
 ปวดหลังส่วนเอว มักเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทไซอาติก (Sciatica) ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณสะโพกร้าวลงขา หรือโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท กล้ามเนื้อตึง โรคข้ออักเสบ หรือการบาดเจ็บต่าง ๆ
 โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ เกิดขึ้นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ซึ่งทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ผู้ป่วยจึงรู้สึกปวดเนื่องจากกล้ามเนื้อขาดออกซิเจน โดยเฉพาะในเวลาที่ร่างกายต้องการออกซิเจนเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะเดินกะเผลกเหตุปวดได้
 โรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเกิดแผลติดเชื้อได้ง่ายจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยมักเกิดแผลที่บริเวณเท้าจากการขาดเลือดไปเลี้ยง และอาจลุกลามมายังขาได้
 โรคเส้นประสาท มักเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลาย เช่นในโรค Meralgia Paresthetica ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณต้นขาจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับ เป็นต้น
การวินิจฉัยอาการปวดขา
แพทย์อาจสอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการและเริ่มต้นตรวจร่างกายผู้ป่วย โดยอาจใช้กระบวนการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
 การตรวจเลือด มักขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยแต่ละรายมี โดยอาจใช้การตรวจนับเม็ดเลือดขาว อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR) และการตรวจสอบการอักเสบในร่างกาย (CRP) ซึ่งช่วยให้ทราบภาวะการติดเชื้อ หากผู้ป่วยมีโรคเก๊าท์ แพทย์อาจตรวจวัดระดับกรดยูริคด้วยเช่นกัน
 การตรวจสมรรถภาพหลอดเลือดแดง (Ankle-Brachial Index: ABI) ใช้ตรวจการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดที่ขาขณะพักและออกกำลังกาย แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับการไหลเวียนโลหิตที่แขน
 การเอกซเรย์ แพทย์อาจใช้การเอกซเรย์กรณีที่กระดูกหัก เพื่อตรวจดูน้ำไขข้อและการสะสมของหินปูนบริเวณข้อต่อ
 การเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) อาจใช้ในการตรวจหลอดเลือด หรือเพื่อประเมินลักษณะและการแตกหักของข้อต่อและกระดูก เป็นต้น
 อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน
 การสร้างภาพอวัยวะด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แพทย์อาจใช้ในการตรวจสอบกระดูก ข้อต่อ เนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ เป็นต้น หรือการตรวจหลอดเลือด และค้นหากระดูกที่แตกหัก
 การตรวจหลอดเลือด แพทย์อาจตรวจสอบการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดที่ขาเพิ่มเติม โดยการฉีดสีเข้าสู่หลอดเลือดและใช้การเอกซเรย์ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการสร้างภาพอวัยวะด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อสังเกตการไหลเวียน
 การทำงานของเส้นประสาท เพื่อประเมินอาการปวดเส้นประสาทว่าเกิดขึ้นจากสมอง ไขสันหลัง หรือความเสียหายของเส้นประสาทส่วนปลาย
 การตรวจความดันในกล้ามเนื้อ แพทย์จะใช้การตรวจสอบความดันในกล้ามเนื้อที่ขา และ/หรือต้นขาของผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจมีภาวะความดันในกล้ามเนื้อสูง หากผู้ป่วยมีภาวะดังกล่าวจริง แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้มีดกรีดบริเวณที่ติดเชื้ออย่างเร่งด่วน เพื่อลดความดันและฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของระบบประสาท
 การเจาะข้อ แพทย์จะใช้เข็มเจาะที่ข้อต่อหากมีการติดเชื้อหรืออักเสบเกิดขึ้น และดูดน้ำไขข้อขึ้นมาเพื่อใช้ในการตรวจวิเคราะห์ต่อไป
การรักษาอาการปวดขา
การรักษาด้วยตนเอง ผู้ป่วยสามารถใช้วิธีการต่อไปนี้ได้เพื่อบรรเทาอาการปวด ตะคริวหรือการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ
 พักการใช้ขา และวางขาไว้บนหมอนหรือตำแหน่งที่สูงกว่าลำตัว
 ประคบน้ำแข็งบริเวณที่รู้สึกปวดหรือเคล็ด 4 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 15 นาที
 รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล และแอสไพริน
 ใส่ผ้ารัดขาเพื่อช่วยป้องกันอาการบวม ลดการเกิดลิ่มเลือด และทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตในขาดีขึ้น
 อาบน้ำอุ่นช่วยคลายกล้ามเนื้อ
 หากผู้ป่วยปวดขาท่อนล่าง ให้ยืดหรือเหยียดนิ้วเท้าออกให้ตรง หรือหากมีอาการปวดขาท่อนบน ให้ก้มตัวลงแตะนิ้วเท้าเป็นเวลา 5-10 วินาทีเพื่อยืดเส้น
 ผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อเคล็ดหรือแพลงควรงดใช้ขา ประคบด้วยน้ำแข็งเพื่อลดความดัน และวางขาไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่าลำตัว หรือรับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน
 กรณีกระดูกหัก ควรทำการห้ามเลือดก่อนเป็นอันดับแรก และไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือเคลื่อนไหวบริเวณที่สงสัยว่ามีกระดูกหัก ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณดังกล่าว พร้อมตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอาการช็อคหรือไม่ แล้วจึงรีบติดต่อแพทย์
การรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์
การรักษามักขึ้นอยู่กับลักษณะอาการหรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย ประกอบกับผลการวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและควบคุมสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการปวดขาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การบาดเจ็บเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ แต่ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ อาจต้องเข้ารับการรักษาตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น
การป้องกันอาการปวดขา
 ควรยืดเส้นทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย และควรออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที
 ควบคุมน้ำหนัก และรับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น กล้วยและไก่
 งดสูบบุหรี่ และจำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้หญิงควรดื่มเพียง 1 ขวดต่อวัน และ 2 ขวดต่อวันสำหรับผู้ชาย
 ใช้ไม้เท้าเพื่อช่วยพยุงกรณีที่ไม่สามารถยืนหรือเดินได้ตามปกติ
 ลุกขึ้นเดินทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง หากต้องเดินทางเป็นเวลานาน ๆ ในรถโดยสาร เครื่องบิน หรือรถไฟ เพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน
 เข้ารับการตรวจและควบคุมระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลในร่างกายเสมอ
 ผู้มีโรคประจำตัวควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน
 ผู้ที่มีอาการปวดจากเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Pain) ไม่ควรนอนติดเตียงเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวสามารถกลับมาทำกิจวัตรได้ตามปกติเมื่อจำกัดระยะเวลาการนอนพักบนเตียงให้น้อยลง
 ปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการป้องกันการเกิดอาการปวดขาที่อาจเกิดขึ้น
 หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวดขา เช่น การยืน เดินหรือใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ เป็นต้น

ขอบคุณ ที่มาเวปไซต์ พบแพทย์